การส่องกล้องคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)
Created Date : 02-เม.ย.-2562
                มะเร็งระบบทางเดินอาหารและตับ เป็นมะเร็งที่พบได้มากในประเทศไทย และติดอันดับต้นๆ ที่พบบ่อยในต่างประเทศ เพราะปัจจัยหลายสิ่งของโรคมีที่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต การบริโภค ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมกับสิ่งใกล้ตัวที่อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ในทุกเวลา คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งมีค่าที่ควรนำไปปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต
                 โดย นพ.ธรณัส กระต่ายทอง จะร่วมบอกเล่าถึงความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับภาพโดยรวมของโรคมะเร็งลำไส้และตับ พร้อมข้อมูลต่างๆ ที่น่าสนใจ เมื่อศึกษาถึงโรคมะเร็งระบบทางเดินอาหารและตับ 2 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งตับ ในภาพรวมของทั้ง 2 โรคนี้ กล่าวได้ว่าสิ่งที่ทำให้คนเราเป็นมะเร็งมากขึ้น อาจเพราะในปัจจุบันพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการบริโภค เปลี่ยนแปลงไป คนไทยเรารับประทานอาหารแบบตะวันตกมากขึ้น อาทิ เบเกอรี่ สเต็ก อาหารประเภทให้ความหวานมากๆ รับประทานผัก ผลไม้ น้อย ผนวกกับสภาวะแวดล้อมในปัจจุบัน การทำงาน ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกเรียกว่า คือ Epigenetic เกิดจากสิ่งแวดล้อมทั้งด้านอาหาร พฤติกรรม และปัจจัยอีกหนึ่งส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็ง นั่นก็คือ Genetics เป็นเรื่องของพันธุกรรมที่มีการถ่ายทอดโดยยีนซึ่งจะส่งผลกับทุกคน นั่นหมายความว่าคนเราทุกคนมียีนของมะเร็งอยู่ในตัวประมาณ 30 % เช่นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และหากมีพ่อ แม่ ญาติสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สัดส่วนที่มีการถ่ายทอดมาสู่ลูกก็จะมากขึ้นตามไปด้วยรวมเป็นประมาณ 50 % แต่อีก 50 % ที่เหลือเป็นเรื่องของ Epigenetic ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้มะเร็งที่อยู่ในตัวของเรานั้นแสดงผลออกมาว่าเป็นมะเร็งหรือไม่เป็น
              เพราะฉะนั้นถึงแม้พ่อแม่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ลูกก็อาจเป็นหรือไม่เป็นได้ สถานการณ์ปัจจุบันคนส่วนใหญ่เป็นมะเร็งกันมาก เพราะเรื่องของ Epigenetic เป็นไปในด้านลบ เช่น พักผ่อนน้อย เครียด ไม่ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่กากใยน้อย ล้วนกระตุ้นให้ยีนของเซลล์มะเร็งแสดงผลออกมา จึงทำให้พบผู้ที่เป็นมะเร็งมากขึ้นกว่าในอดีต

การตรวจคัดกรอง คือสิ่งสำคัญ

การส่องกล้องคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เป็นมาตรฐานสากล โดยเกณฑ์ของสมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหาร ประเทศสหรัฐอเมริกาได้กำหนดไว้ คือเพศชายและหญิงอายุ 50 ปี ทุกคนต้องตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง แต่ถ้ามีพ่อแม่ ญาติสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ให้ใช้หลักโดยการนำอายุขณะที่ญาติที่เป็นลบด้วย 10 เช่น แม่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่ออายุ 50-10 = 40 ปี ดังนั้นลูกต้องเข้ารับการส่องกล้องตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่ออายุ 40 ปี เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น” มะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดจากติ่งเนื้อ เนื้องอกและพัฒนาไปเป็นมะเร็ง คนไข้โดยส่วนใหญ่มีอายุมาก มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ มีประวัติ Epigenetic ด้านลบ ดังนั้นหากคนไข้ที่ตรวจส่องกล้องและไม่พบติ่งเนื้อ และไม่มีความเสี่ยงใดๆ แพทย์จะให้นัดตรวจติดตามในอีก 10 ปีการส่องกล้องตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่สามารถทำได้ทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจวินิจฉัยและการรักษาในเวลาเดียวกัน โดยใช้เวลาตรวจรักษาประมาณ 30 นาที รวมถึงไม่ต้องวางยาสลบ เรียกได้ว่าตั้งแต่การเตรียมตัว จนกระทั่งแพทย์ตรวจรักษาโดยการตัดติ่งเนื้อ และให้คนไข้พักหลังทำหัตถการใช้เวลารวมประมาณครึ่งวัน บางคนอาจกังวลว่าหลังจากที่ตัดติ่งเนื้อไปแล้วจะเจ็บหรือไม่ หมอบอกได้เลยว่า “ไม่เจ็บ” เพราะบริเวณนั้นเป็นเยื่อบุไม่มีเส้นประสาทไปหล่อเลี้ยง จึงหมดกังวลเรื่องความเจ็บปวดไปได้ สิ่งที่ผมอยากจะฝากบอกทุกๆคน คือ การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นการตรวจมาตรฐานสากลที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก และเป็นอีกช่องทางที่เสมือนช่วยหลีกเลี่ยงให้ห่างไกลจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ทางหนึ่ง เพราะการป้องกัน คือ สิ่งที่สำคัญที่สุด บางคนอาจมองว่าการตรวจสุขภาพแต่ละครั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายในระดับหนึ่ง แต่ผมอยากให้ลองมองในมุมกลับกันว่าในแต่ละปีคุณเสียค่าใช้จ่ายไปกับสิ่งต่างๆ เป็นจำนวนมาก โดยไม่มีประโยชน์ให้กับร่างกายเลย แต่หากเราตัดสินมาตรวจสุขภาพเพื่อตรวจหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในร่างกาย โดยที่เราไม่สามารถทราบได้ด้วยตนเอง ผมมองว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับชีวิตของทุกคน

การรักษาแบบองค์รวม แบบเฉพาะรายบุคคลเพื่อประโยชน์สูงสุด
                เมื่อสิ่งต่างๆ ผ่านมาจนกระทั่งผลตรวจสรุปว่าเป็นมะเร็ง สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการรักษา และสำหรับแนวทางการรักษามะเร็งระบบทางเดินอาหารนั้น เป็นการรักษาแบบองค์รวม โดยการทำงานร่วมกันของแพทย์แขนงต่างๆ เพื่อวางแผนการรักษาให้กับคนไข้แต่ละรายอย่างเหมาะสม ตั้งแต่แนวทางการผ่าตัด การให้การรักษาร่วมอื่นๆ อาทิ ฉายรังสีรักษา เคมีบำบัด เป็นต้น เมื่อผมเป็นแพทย์ทางด้านนี้ทำให้ตระหนักเสมอ และใช้เป็นหลักในการรักษามะเร็งทางเดินอาหารให้กับคนไข้ ผมมองว่าสิ่งที่ดีที่สุด คือต้องไม่หยุดเรียนรู้ ศึกษาเทคนิควิทยาการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพราะแม้แต่กล้องตรวจลำไส้ใหญ่ยังมีการพัฒนาให้ดีขึ้นมาโดยตลอด จนปัจจุบันมีความคมชัดเป็นอย่างมาก หมอก็เช่นเดียวกัน เพราะ ความรู้คืออาวุธที่จะนำไปต่อสู้กับโรคเพราะโรคในปัจจุบันลงระดับโมเลกุล อีกทั้งต้องฝึกทักษะการใช้เครื่องมือในการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารให้มีชำนาญเรียกได้ว่าต้องใช้ให้คล่องแทนมือของหมอเอง

ความรู้ คู่กับการรักษา
                   “การเป็นแพทย์ระบบทางเดินอาหาร เพราะผมรักอาชีพนี้ ส่วนหนึ่งคล้ายกับการเป็นแพทย์ศัลยกรรมที่ต้องผ่าตัด เพราะต้องทำหัตถการจึงต้องมีการตัดสินใจที่เด็ดขาด แม่นยำ และในขณะเดียวกันต้องเป็นเสมือนแพทย์อายุรกรรมที่ต้องมีความรู้ที่ทันสมัยอยู่เสมอ ผมจึงชอบการเป็นแพทย์ระบบทางเดินอาหาร เพราะต้องมีการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างไม่หยุดนิ่งเพราะสิ่งต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เรียกได้ว่าประกอบกันแล้วกลายเป็นเสน่ห์ของสาขานี้ ผมจึงเลือกทำงานเป็นแพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินอาหารและตับ เช่นทุกวันนี้”

ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ อาคาร 1 ชั้น 2 โทร.02-2717000 ต่อ 10298-99