ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วยการส่องกล้องคัดกรอง (Colonoscopy)
Created Date : 17-ก.ค.-2562

มะเร็งระบบทางเดินอาหารและตับ เป็นมะเร็งที่พบได้มากในประเทศไทย และติดอันดับต้นๆ ที่พบบ่อยในต่างประเทศ เกิดจากปัจจัยหลายสิ่งของโรคมีที่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการกิน ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมกับสิ่งใกล้ตัวที่อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ในทุกเวลา


ทุกวันเราเสี่ยงโรคมะเร็งมากน้อยแค่ไหน
?

จากข้อมูลสถิติของการเกิดโรคมะเร็งพบว่า “มะเร็งลำไส้ใหญ่” และ “มะเร็งตับ” มีอัตราการเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ อาจเพราะในปัจจุบันพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการบริโภค เปลี่ยนแปลงไป คนไทยเรารับประทานอาหารแบบตะวันตกมากขึ้น อาทิ เบเกอรี่ สเต็ก อาหารประเภทให้ความหวานมากๆ รับประทานผัก ผลไม้น้อย ผนวกกับสภาวะแวดล้อมในปัจจุบัน การทำงาน ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกเรียกว่า Epigenetic เกิดจากสิ่งแวดล้อมด้านอาหาร พฤติกรรม และปัจจัยอีกหนึ่งส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งนั่นก็คือ Genetics เป็นเรื่องของพันธุกรรมที่มีการถ่ายทอดโดยยีนซึ่งจะส่งผลกับทุกคน นั่นหมายความว่าคนเราทุกคนมียีนของมะเร็งอยู่ในตัวประมาณ 30% เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ และหากมีพ่อ แม่ หรือญาติสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ สัดส่วนที่มีการถ่ายทอดมาสู่ลูกก็จะมากขึ้นตามไปด้วยรวมเป็นประมาณ 50% แต่อีก 50% ที่เหลือเป็นเรื่องของ Epigenetic ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้มะเร็งที่อยู่ในตัวของเรานั้นแสดงผลออกมาว่าเป็นมะเร็งหรือไม่เป็น
เพราะฉะนั้น ถึงแม้พ่อแม่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ลูกก็อาจเป็นหรือไม่เป็นได้ สถานการณ์ปัจจุบันคนส่วนใหญ่เป็นมะเร็งกันมาก เพราะเรื่องของ Epigenetic เป็นไปในด้านลบ เช่น พักผ่อนน้อย เครียด ไม่ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่กากใยน้อย ล้วนกระตุ้นให้ยีนของเซลล์มะเร็งแสดงผลออกมา จึงทำให้พบผู้ที่เป็นมะเร็งมากขึ้นกว่าในอดีต



ทำไมเราควรส่องกล่องตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่

การส่องกล้องคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เป็นมาตรฐานสากล โดยเกณฑ์ของสมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหาร ประเทศสหรัฐอเมริกาได้กำหนดไว้คือเพศชาย และหญิงอายุ 50 ปี ทุกคนต้องตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง แต่ในกรณีที่พ่อแม่ ญาติสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ให้ใช้หลักโดยการนำอายุขณะที่ญาติที่เป็นลบด้วย 10 เช่น แม่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่ออายุ 50-10 = 40 ปี ดังนั้น ลูกต้องเข้ารับการส่องกล้องตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่ออายุ 40 ปี เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น

มะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดจากติ่งเนื้อ เนื้องอกและพัฒนาไปเป็นมะเร็ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอายุมาก มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ มีประวัติ Epigenetic ด้านลบ ดังนั้น หากคนไข้ที่ตรวจส่องกล้องและไม่พบติ่งเนื้อ และไม่มีความเสี่ยงใดๆ แพทย์จะให้นัดตรวจติดตามในอีก 5-10 ปี

การส่องกล้องมะเร็งลำไส้ใหญ่ เจ็บตัวหรือไม่

การส่องกล้องตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่สามารถทำได้ทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจวินิจฉัย และการรักษาในเวลาเดียวกัน โดยใช้เวลาตรวจรักษาประมาณ 30 นาที รวมถึงไม่ต้องวางยาสลบ เรียกได้ว่าตั้งแต่การเตรียมตัว จนกระทั่งแพทย์ตรวจรักษาโดยการตัดติ่งเนื้อ และให้คนไข้พักหลังทำหัตถการใช้เวลารวมประมาณครึ่งวัน ในบางรายอาจกังวลว่าหลังจากที่ตัดติ่งเนื้อไปแล้วจะเจ็บหรือไม่ บอกได้เลยว่า “ไม่เจ็บ” เพราะบริเวณนั้นเป็นเยื่อบุ ไม่มีเส้นประสาทไปหล่อเลี้ยง จึงหมดกังวลเรื่องความเจ็บปวดไปได้

ข้อดีของการส่องกล้องคัดกรองมะเร็งลำใส้ใหญ่

การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นการตรวจมาตรฐานสากลที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก และเป็นอีกช่องทางที่เสมือนช่วยหลีกเลี่ยงให้ห่างไกลจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ทางหนึ่ง เพราะการป้องกันคือสิ่งที่สำคัญที่สุด บางคนอาจมองว่าการตรวจสุขภาพแต่ละครั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายในระดับหนึ่ง แต่อยากให้ลองมองในมุมกลับกันว่าในแต่ละปีคุณเสียค่าใช้จ่ายไปกับสิ่งต่างๆ เป็นจำนวนมาก โดยไม่มีประโยชน์ให้กับร่างกายเลย แต่หากเราตัดสินมาตรวจสุขภาพเพื่อตรวจหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในร่างกาย โดยที่เราไม่สามารถทราบได้ด้วยตนเอง นับว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับชีวิตของทุกคน

หากตรวจพบความผิดปกติ รักษาอย่างไร

เมื่อผลตรวจสรุปว่าเป็นมะเร็ง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษา และสำหรับแนวทางการรักษามะเร็งระบบทางเดินอาหารนั้น เป็นการรักษาแบบองค์รวม โดยการทำงานร่วมกันของแพทย์แขนงต่างๆ เพื่อวางแผนการรักษาให้กับคนไข้แต่ละรายอย่างเหมาะสม ตั้งแต่แนวทางการผ่าตัด การให้การรักษาร่วมอื่นๆ อาทิ ฉายรังสีรักษา เคมีบำบัด เป็นต้น เมื่อผมเป็นแพทย์ทางด้านนี้ทำให้ตระหนักเสมอ และใช้เป็นหลักในการรักษามะเร็งทางเดินอาหารให้กับคนไข้ ผมมองว่าสิ่งที่ดีที่สุด คือต้องไม่หยุดเรียนรู้ ศึกษาเทคนิควิทยาการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพราะแม้แต่กล้องตรวจลำไส้ใหญ่ยังมีการพัฒนาให้ดีขึ้นมาโดยตลอด จนปัจจุบันมีความคมชัดเป็นอย่างมาก หมอก็เช่นเดียวกันเพราะ “ความรู้” คืออาวุธที่จะนำไปต่อสู้กับโรคเพราะโรคในปัจจุบันลงระดับโมเลกุล อีกทั้งต้องฝึกทักษะการใช้เครื่องมือในการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารให้มีชำนาญเรียกได้ว่าต้องใช้ให้คล่องแทนมือของหมอเอง

ข้อมูลโดย นพ.ธรณัส กระต่ายทอง
แพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โรงพยาบาบาลเปาโล พหลโยธิน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
อาคาร 1 ชั้น 2 โทร.02-2717000 ต่อ 10298-99