ตัวช่วย ลดความอ้วน Gastric Balloon ลดน้ำหนักด้วยการส่องกล้องใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร
Created Date : 05-ก.ค.-2562
วันนี้ ถ้าคุณทำทุกหนทางแล้ว แต่ยังลดความอ้วนไม่ได้
• อยากลดน้ำหนักสัก 15 – 20 กิโลกรัม โดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด
• ไม่มีบาดแผล ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
• ลดภาวะเสี่ยงจากโรคเรื้อรังที่เกิดจากความอ้วน เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ข้อเข่าเสื่อม และอื่นๆ
นวัตกรรมลดความอ้วนด้วยบอลลูน (Gastric Balloon)
    ปัจจุบัน มีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ถูกพัฒนาขึ้นคือ “Gastric Balloon” การลดน้ำหนักโดยการส่องกล้องใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร เพื่อช่วยควบคุมการบริโภคอาหารตามขีดจำกัดของพื้นที่ในกระเพาะอาหาร การทำบอลลูนในกระเพาะอาหารเป็นตัวช่วยทางการแพทย์ของคนอ้วนที่ไม่สามารถควบคุมอาหาร หรือลดน้ำหนักได้ด้วยตัวเองเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษา ไม่ต้องรับประทานยา ไม่ต้องเจ็บตัวจากการผ่าตัด
Gastric Balloon ช่วยลดน้ำหนักมีความปลอดภัยจริงหรือ?
    แพทย์จะนำบอลลูนซึ่งทำจากซิลิโคนเข้าไปวางไว้ในกระเพาะอาหารด้วยวิธีส่องกล้อง ขั้นตอนเหมือนวิธีการส่องกล้องกระเพาะอาหารทั่วไป แต่ต้องให้ยานอนหลับขณะทำหัตถการ โดยแพทย์จะส่องกล้องใส่บอลลูนที่เป็นซิลิโคนเข้าไปในกระเพาะอาหาร หลังจากนั้นจะใส่น้ำที่ผสมสารสีฟ้า (Methylene Blue) เพื่อขยายบอลลูนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งแพทย์จะคำนวณปริมาณสารน้ำในผู้ป่วยแต่ละรายอย่างเหมาะสม สามารถปรับขนาด เพิ่มหรือลดได้ภายหลังตามความต้องการ หลังทำหัตถการเสร็จนอนพักฟื้นเพียง 1 คืน ก็กลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ ส่วนใหญ่การใส่บอลลูนค้างไว้ในกระเพาะอาหารจะใช้ระยะเวลาประมาณ 6 -12 เดือน ระหว่างนั้นแพทย์จะให้ยาเพื่อลดกรดในกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อบอลลูน
    เมื่อกลับไปใช้ชีวิตประจำวัน ตัวบอลลูนจะเข้าไปแทนพื้นที่ในกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยจะรับประทานอาหารได้น้อยลงตามขีดจำกัดของพื้นที่กระเพาะอาหารที่ยังว่างอยู่ ทำให้รู้สึกอิ่มไว รับประทานอาหารได้น้อยลง เมื่อปริมาณอาหารที่บริโภคต่อวันลดลง น้ำหนักตัวจึงค่อยๆ ลดตามไปด้วย จากนั้นแพทย์จะนัดตรวจ ติดตามพร้อมแนะนำการปฏิบัติตัวอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 3-4 เดือนแรกหลังจากใส่บอลลูนน้ำหนักจะลดลงได้เร็ว หลังจากนั้นจึงค่อยๆ ลดช้าลง โดยเฉลี่ยการใส่บอลลูน 1 ครั้ง น้ำหนักตัวจะลดลง 15-20 กิโลกรัม หรืออย่างน้อย 10-15% ของน้ำหนักตัวเดิม
ข้อจำกัด และข้อห้ามในการทำ Gastric Balloon
   แม้ว่าคุณจะเข้าข่ายโรคอ้วน แต่การลดน้ำหนักด้วยวิธี Gastric Balloon ไม่สามารถทำได้กับทุกคน หากคุณอยู่ในกลุ่มเหล่านี้แพทย์จะไม่แนะนำให้ลดน้ำหนักด้วยวิธีใส่บอลลูน เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน และมีผลข้างเคียงตามมา
• คุณแม่ ที่กำลังตั้งครรภ์ อยู่ในระหว่างให้นมบุตร หรือวางแผนตั้งครรภ์
• ผู้มีอาการแพ้ซิลิโคน
• ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จนไม่สามารถเลิกได้
• มีโรคในระบบทางเดินอาหาร หรือโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคหัวใจ โรคปอด ที่มีภาวะรุนแรงและยังควบคุมไม่ได้
• ผู้ป่วยโรคจิตเวชที่ยังไม่ได้รับการรักษา
• ผู้มีโรคประจำตัวที่ต้องรักษาด้วยกลุ่มยาต้านเกล็ดเลือด ยาละลายลิ่มเลือด และยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์

    เมื่อทำบอลลูนกระเพาะอาหารแล้วไม่ควรใช้แรงมากในช่วงสัปดาห์แรก จนร่างกายปรับตัวได้แล้วจึงสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และควรออกกำลังกายเพื่อให้ลดน้ำหนักได้เร็วยิ่งขึ้น ควรรับประทานอาหารครั้งละน้อยๆ เนื่องจากการรับประทานมากอาจจะทำให้รู้สึกอึดอัด แน่นท้อง ไม่ควรรับประทานยาแอสไพรินหรือยาบรรเทาอาการกล้ามเนื้ออักเสบ กลุ่ม NSAIDs เช่น Ibuprofen
    ทั้งนี้ แม้ว่าการทำบอลลูนจะช่วยจำกัดเรื่องการรับประทานอาหาร แต่หลังการถอดบอลลูนออก ควรรับประทานอาหารให้เหมาะสมและออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วย หากปฏิบัติตามอย่างมีวินัยและมาพบแพทย์ตามนัดเป็นประจำ ก็จะทำให้น้ำหนักตัวคงที่ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินหลังเอาบอลลูนออก จะส่งผลดีในระยะยาว
การเตรียมตัวลดน้ำหนัก ด้วย Gastric Balloon
• รับประทานยารักษาแผลในกระเพาะอาหารก่อนอาหารเช้า และเย็นเป็นเวลา 14 วัน
• งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
• ตรวจสุขภาพ (ตรวจเลือด เอกซเรย์ทรวงอก คลื่นไฟฟ้าหัวใจ)
• ส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร เพื่อดูความพร้อมของกระเพาะอาหารในวันที่มาใส่บอลลูน หากพบบาดแผล หรือเนื้องอก ต้องเลื่อนการใส่ไปก่อน
• งดรับประทานอาหาร อย่างน้อย 8 ชั่วโมง งดน้ำเปล่าอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนทำการใส่บอลลูน และพักผ่อนให้เพียงพอ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหาร และโรคตับ
อาคาร 1 ชั้น 2 โทร.0 2271 7000 ต่อ 10288-89