มะเร็งตับอ่อน เรื่องที่หลายคนละเลย...ผ่าตัดได้ถ้าพบระยะเริ่มต้น
Created Date : 01-ก.ค.-2562
                     ปัจจุบันอัตราการเกิดโรคมะเร็งตับอ่อนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จะพบในอายุระหว่าง 40-65 ปี หรือแม้แต่ในวัยหนุ่มสาวก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน สาเหตุของมะเร็งชนิดนี้ไม่ทราบแน่ชัด แต่เนื้องอกในตับอ่อนบางชนิดอาจกลายเป็นมะเร็งได้ปัจจัยบางอย่างที่เชื่อว่าอาจทำให้เกิดมะเร็งตับอ่อน คือ บุหรี่ และโรคเบาหวาน
อาการมะเร็งตับอ่อน
                     
จะขึ้นอยู่กับตำแหน่งของมะเร็งว่าอยู่ส่วนใดของตับอ่อน มะเร็งจะพบมากที่ส่วนหัวของตับอ่อน ผู้ป่วยจะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองจากการอุดตันของท่อน้ำดีที่หัวตับอ่อนเป็นส่วนใหญ่ อาจคลำพบก้อนที่ท้อง ตับโต ถุงน้ำดีโต เบื่ออาหาร น้ำหนักลด มะเร็งตับอ่อนที่เกิดขึ้นที่ส่วนหัวและส่วนปลายของตับอ่อนจะมีอาการปวดท้องร่วมกับปวดหลัง น้ำหนักลด ตับโต

การตรวจวินิจฉัย
                  ทำได้โดยการตรวจเลือด การอัลตร้าซาวด์ เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ การส่องกล้องและฉีดสีเข้าไปในท่อตับอ่อน เรียกว่าการทำ ERCP ระยะของโรคมะเร็งตับอ่อน สามารถแบ่งออกเป็น
ระยะที่1เนื้องอกยังอยู่ในตัวตับอ่อน ถ้าขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตรก็เป็นระยะ 1A ถ้าใหญ่กว่า 2 เซนติเมตรก็เป็นระยะ 1B การผ่าตัดก็มีโอกาสช่วยได้ค่อนข้างมาก
ระยะที่ เป็นระยะที่มีการลุกลามออกมาที่เนื้อเยื่อ หรือต่อมน้ำเหลืองบริเวณข้างเคียงตับอ่อน

  • ระยะ 2A ยังไม่มีการลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง
  • ระยะ 2B มีการลุกลามไปต่อมน้ำเหลือง
ระยะที่ มีการลุกลามไปที่หลอดเลือดรอบๆ ตับอ่อน และต่อมน้ำเหลืองบริเวณข้างเคียง
ระยะที่ 4 มีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะที่ห่างไกลออกไป เช่น ตับ ปอด เยื่อบุช่องท้อง ลำไส้ กระเพาะอาหาร  
การผ่าตัดเป็นวิธีที่ดีที่สุด การตัดเอามะเร็งออกเพื่อหวังผลในการแก้ไข ผู้ป่วยที่ทำผ่าตัดได้ คือผู้ที่โรคยังไม่มีการลุกลาม หรือลุกลามไม่มาก และมีสภาพร่างกายแข็งแรง แต่กรณีที่ตัดเอาก้อนมะเร็งออกไม่ได้การผ่าตัดเพื่อทำทางเบี่ยงน้ำดีเพื่อลดอาการดีซ่านหรือทางเบี่ยงให้กระเพาะอาหารเพื่อลดการอุดตันของทางเดินอาหาร เป็นวิธีที่ช่วยบรรเทา สำหรับในรายที่ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ แพทย์จะใช้วิธีอื่นร่วมด้วย ได้แก่ ฉายรังสี เคมีบำบัด เป็นวิธีที่ใช้เพื่อประคับประคองอาการ

 แนวทางการป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการดื่มเหล้า และสูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทไขมันสูง
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับมลพิษ สารพิษต่างๆ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผัก และผลไม้
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • การตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ อาคาร 1 ชั้น 2 โทร.02-2717000 ต่อ 10298-99